การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กโดยการเรียนรวม และเลิกโรงเรียนโดยใช้ SRD MODEL

กระบวนการนิเทศภายในเชิงระบบ

โพสต์10 ส.ค. 2562 00:26โดยudn4 admin   [ อัปเดต 10 ส.ค. 2562 00:28 ]

นายจัดสันต์ ภักดีศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 ได้จัดทำบทความวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยใช้กระบวนการนิเทศภายในเชิงระบบร่วมกับการทำงานเป็นทีมระหว่างผู้บริหารสถานศึกษากับครู abstract (บทคัดย่อ) คลิ๊กที่นี้

รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้

โพสต์16 มิ.ย. 2562 21:52โดยudn4 admin   [ อัปเดต 16 มิ.ย. 2562 21:59 ]

รื่อง            รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง
                   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา        นางปิยธิดา  ชำนาญรบ
ตำแหน่ง      ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านนาแค  อำเภอนายูง  จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา
                     อุดรธานี เขต 4

ปีการศึกษา   2561

บทคัดย่อ

             การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้  วิชาวิทยาศาสตร์ (ว22102) ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง

           กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาแค อำเภอ
นายูง  
จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2561 
จำนวน 1 ห้องเรียน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)  จำนวนนักเรียน 24 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
ค้นคว้า คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการ
เปลี่ยนแปลง จำนวน 6 ชุด 2) แบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์   (ว22102)  ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ค่าความยากง่าย 
(P) ตั้งแต่ 0.35-0.78 ค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่
0.20-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.
90 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ของผู้เรียน
ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลก
และการเปลี่ยนแปลง เป็นแบบ
มาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (
r)  ตั้งแต่ 0.31 ถึง 0.64 ค่าความเชื่อมั่นของ
แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้เท่ากับ 0.
80 แบบแผนการทดลองครั้งนี้เป็นแบบ One–Group Pretest –
Posttest Design
 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ
สมมติฐานใช้สถิติ  กลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (
Dependent Samples t-test)

ผลการศึกษาพบว่า 

           1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง มีประสิทธิภาพ
เท่ากับ
77.01/80.80ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 
           2. ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง
เท่ากับ 0.78
            
3. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการ
เปลี่ยนแปลง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ
.01
            
4. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการ
เปลี่ยนแปลง
  มีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก
             
            โดยสรุป ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง 
มีประสิทธิภาพและผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น ผู้เรียนมีความพึงพอใจ ในการเรียนรู้โดยชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง
  อยู่ในระดับมาก ดังนั้นครูผู้สอนวิชา
วิทยาศาสตร์ ควรนำนวัตกรรมชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ นี้ ไปใช้ในการจัดการเรียนการ
สอนในทุกระดับชั้น เพื่อให้บรรลุผลตามความมุ่งหมายของของหลักสูตรและได้ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ มีการพัฒนา
ศักยภาพและความถนัดของผู้เรียน    ได้ดีขึ้นได้ลงมือปฏิบัติจริง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็น
อย่างดี 

การประกันคุณภาพการศึกษา

โพสต์5 พ.ย. 2561 16:22โดยudn4 admin   [ อัปเดต 5 พ.ย. 2561 16:24 ]

#สาระสำคัญที่ต้องอ่าน ทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติว่าด้วยเรื่อง “การเขียนบทสรุปรายงานการประเมินตนเอง (Self Assessment Report: SAR)” ของ รมว.ศธ.(นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์) ณ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารวดี จ.นครปฐม
.........................................................
~~~บทนํา~~~
#การประเมินตนเองเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาและวางแผนอย่างต่อเนื่อง บทสรุปการประเมินตนเองเป็นครื่องมือสาคัญที่ช่วยให้โรงเรียนประเมินด้านต่างๆ ของงานที่ทำและจะนำไปสู่การประเมินภาพรวมคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน ทั้งนี้ การประเมินตนเองไม่ได้ต้องทำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปีเท่านั้น แต่เวลาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละโรงเรียน

#คุณสมบัติสําคัญของการประเมินตนเองที่มีประสิทธิภาพ บทสรุปการประเมินตนเองจะมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อ:
• กระชับ และรวบรัด จับประด็นสำคัญ และมีที่มาของหลักฐานที่ชัดเจน
• เป็นการประเมินไม่ใช่แค่บรรยาย แต่จะต้องสื่อให้เห็นอย่างชัดเจนถึงผลกระทบของสิ่งโรงเรียนที่ได้ลงมือทำ เพื่อพัฒนาคุณภาพด้านต่างๆ (เช่น ด้านผู้เรียน ด้านผู้สอน ด้านปัจจัยพื้นฐาน เป็นต้น)
• เป็นเอกสารที่ ผอ. อ้างถึงเป็นประจำเพื่อการพัฒนาโรงเรียน และมีการปรับปรุงเอกสารอยู่เสมอตามกระบวนการประเมินของโรงเรียน
• เป็นเอกสารที่จัดทำโดย ผอ. โรงเรียน และใช้เพื่อให้ผู้นำโรงเรียนได้รับทราบสถานการณ์ของโรงเรียน โดยผู้นำโรงเรียนนี้ รวมถึง ผอ. กรรมการโรงเรียน ผู้บริหารอื่นๆ และครู
• ใช้สำหรับชี้ด้านที่โรงเรียนจะพัฒนาและเพื่อวางแผนพัฒนาโรงเรียน
• มีตัวชี้วัดว่าโรงเรียนประสบความสำเร็จหรือในการพัฒนาตามแผนจากการประเมินครั้งก่อนหน้า

#การประเมินตนเองมีแนวโน้มที่จะถูกต้องและเข้มแข็ง ถ้าเกิดจากการรวบรวมและใช้ข้อมูลในการประเมินจากหลากหลายแหล่ง เช่น
• การวิเคราะห์การเรียนการสอนและผลงานของนักเรียน
• การวิเคราะห์ความคืบหน้าและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในโรงเรียนรวมถึงกลุ่มนักเรียนต่างๆ
• การวิเคราะห์ความคืบหน้าและผลสัมฤทธิ์ในอดีตของนักเรียน
• การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการประพฤติและความปลอดภัยของนักเรียน เช่น การโดนทำโทษ การขาดเรียน การเกิดเหตุต่างๆ ฯลฯ
• การวิเคราะห์ประสิทธิผลของโครงการต่างๆ ที่โรงเรียนได้เคยทำไปเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์หรือพฤติกรรม ของนักเรียน
• มุมมองของผู้ปกครอง
• การประเมินจากภายนอกต่างๆ เช่น จากผู้ตรวจของกระทรวง สมศ. หรืออื่นๆ

#วิธีการเขียนบทสรุปการประเมินตนเอง โรงเรียนอธิบายข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนในตอนต้น และหลังจากนั้นตอบคําถาม 3 คําถาม ดังนี้
1. ระดับมาตรฐานที่โรงเรียนอยู่ในปัจจุบัน
2. หลักฐานที่แสดงว่าโรงเรียนอยู่ในระดับนั้น ตามเกณฑ์ของโรงเรียนประชารัฐ และข้อมูลจากแหล่ง
ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น
3. แผนพัฒนาเพื่อให้โรงเรียนขึ้นไปได้อีก 1 ขั้น

#ในการประเมินด้านต่างๆในคําถามข้อที่ 2 โรงเรียนอาจจะดําเนินการดังนี้
• สรุปหลักฐานที่ได้โรงเรียนได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ
• พิจารณาว่าหลักฐานใดยังมีช่องโหว่อยู่หรือยังไม่ครอบคลุมและลึกเท่าที่ควร ซึ่งถ้ายังมีช่องโหว่ก็อาจจะต้องมีการหาหลักฐานและการประเมินเพิ่มเติม
• โรงเรียนควรจะใช้วิจารณาณบนพื้นฐานของหลักฐานว่าโรงเรียนจัดการศึกษาอยู่ในระดับใด

#หลังจากได้ผลการประเมินด้านต่างๆของโรงเรียนแล้ว โรงเรียนควรจะตรวจสอบความถูกต้องของผลการประเมินดังกล่าวโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกรรมการและผู้มีส่วนได้เสียของโรงเรียน เพื่อให้ท่านเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการประเมินตนเอง สร้างความรับผิดชอบให้แก่ผู้บริหารโรงเรียน และทำให้ผลการ ประเมินเป็นความจริงและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
download แนวทางการประเมินคุณภาพตามาตรฐานฯ ปี 61 คลิ๊กที่นี่

นางเกษมณี ประเสริฐ (๒)

โพสต์7 ก.พ. 2561 22:04โดยudn4 admin

การศึกษาผลการพัฒนาด้านการอ่านและเขียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ 
ตามโครงการปรับความรู้พื้นฐานนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน
ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔

บทคัดย่อ

            การศึกษาผลการพัฒนาด้านการอ่านและเขียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓  ตามโครงการปรับความรู้พื้นฐานนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานการดำเนินงานปรับความรู้พื้นฐานวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ๓  โรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔  ๒)เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาไทย  ก่อนและหลังการพัฒนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน โรงเรียนใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ ๓)เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนภาษาไทย  ก่อนและหลังการพัฒนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓  ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔  ๔)เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาด้านการอ่าน และเขียนภาษาไทยก่อน  และหลังการพัฒนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓  ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔  ๕)เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนปรับความรู้พื้นฐาน  ในปีงบประมาณต่อไป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา  ๒๕๕๙  จำนวน  ๘๓๑  คน  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  
            
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  ประกอบด้วย ๑) แบบนิเทศ  การปรับความรู้พื้นฐานในรายวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ปีการศึกษา ๒๕๕๙ ๒)แบบบันทึกคะแนนทักษะการอ่าน ก่อนและหลังการปรับความรู้พื้นฐานภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ปีการศึกษา ๒๕๕๙  ๓) แบบบันทึกคะแนนทักษะการเขียน  ก่อนและหลังการปรับความรู้พื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ปีการศึกษา ๒๕๕๙ ๔)แบบบันทึกคะแนนการวัดผลการพัฒนา  ด้านการอ่านและเขียนภาษาไทย ก่อนและหลังการปรับความรู้พื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน ปีการศึกษา ๒๕๕๙  สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
                
๑) การเปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาไทย ก่อนและหลังปรับความรู้พื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๓ ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔  พบว่า นักเรียนมีทักษะการอ่านภาษาไทยก่อนและหลังเรียนปรับพื้นฐาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ แสดงว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔  มีทักษะการอ่านภาษาไทยดีขึ้น โดยใช้การปรับความรู้พื้นฐาน
                
๒)การเปรียบเทียบทักษะการเขียนภาษาไทย ก่อนและหลังของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔  พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔   มีทักษะการเขียนภาษาไทยก่อนและหลังเรียนปรับความรู้พื้นฐาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสูงกว่าที่ .๐๑ แสดงว่านักเรียนมีทักษะการเขียนภาษาไทยหลังเรียนปรับความรู้พื้นฐาน สูงกว่าก่อนเรียนปรับพื้นฐาน

นางเกษมณี ประเสริฐ

โพสต์7 ก.พ. 2561 21:57โดยudn4 admin

รายงานการนิเทศแบบกัลยาณมิตรเพื่อพิชิตการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย ของโรงเรียน
ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4

บทคัดย่อ

            รายงานการนิเทศแบบกัลยาณมิตรเพื่อพิชิตการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ในการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4  มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1. เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานพัฒนาครูด้วยรูปแบบการนิเทศแบบกัลยาณมิตรเพื่อพิชิตการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย ของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4  2.   เพื่อรายงานผลการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทย ของครู โรงเรียนใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4

            ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็น  ครูผู้สอนภาษาไทยโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 จำนวน  312 คน  เป็นครูผู้สอนภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 156 คน ครูผู้สอนภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 156 คน กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  ครูผู้สอนภาษาไทยที่เป็นประธานและเลขานุการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 13 กลุ่มเครือข่าย ๆ ละ 2 คน รวมจำนวน 26 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยวิธีเปรียบเทียบตารางของเครจซี่และมอร์แกน ( Krejcie and Morgan. 1970 : 806 )  ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) การดำเนินการเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การพัฒนาครูด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการครูภาษาไทย ครูระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 2  เอกสารประกอบการพัฒนาโดยวิธีประชุมเชิงปฏิบัติการประกอบด้วย  1.1.1  แนวทางการพัฒนาการอ่านออก เขียนได้ อ่านคล่องเขียนคล่องและสื่อสารได้เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  1.1.2 เอกสารความรู้สำหรับครู ผู้สอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา 1.1.2  แบบฝึกทักษะการอ่าน และการเขียนภาษาไทย เล่ม  1, เล่ม 2 ,เล่ม 3 ระยะที่ 2 การนิเทศติดตาม  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ  1. คู่มือนิเทศ 2. แบบนิเทศติดตามการดำเนินงาน 3. แบบรายงานการนิเทศ แบบแผนการทดลองใช้แบบกลุ่มเดียว (One Group Pre-test  Post-test  Design)  สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

            ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
                
1.  การพัฒนาครูด้วยรูปแบบการนิเทศแบบกัลยาณมิตรเพื่อพิชิตการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย ของโรงเรียนนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.43/86.47  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80
                
2. ผลที่เกิดกับครูและผู้เรียนหลังการพัฒนาด้วยรูปแบบการนิเทศแบบกัลยาณมิตรเพื่อพิชิตการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย ของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 พบว่า ครูมีทักษะการสอน เทคนิคการสอนที่ดี มีคุณภาพ เกิดผลให้นักเรียนมีทักษะการอ่านและเขียนดีขึ้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยเพิ่มสูงขึ้น มีค่าเฉลี่ยร้อยละ  86.47
                
3. หน่วยงาน โรงเรียน นำรูปแบบการนิเทศไปใช้ในการพัฒนางาน
                
4. หน่วยงาน ครู นักเรียนและบุคลากรในสังกัดมีผลงานโล่ เกียรติบัตร รางวัลระดับต่าง ๆเป็นที่ประจักษ์และได้รับความพึงพอใจจากทุกฝ่าย

นางสาวอมรา จันทะไทย

โพสต์7 ก.พ. 2561 01:38โดยudn4 admin

รายงานผลการดำเนินงานการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โดยการเรียนรวม และเลิกโรงเรียนโดยใช้ SRD MODEL ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4  ผลการดำเนินงานพบว่า
    1. ผลการปฏิบัติงานตามกระบวนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กโดยการเรียนรวม และเลิกโรงเรียนโดยใช้ SRD MODEL ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 มีกรอบแนวทางการดำเนินงาน 3 ขั้นตอนได้แก่ 1) ขั้นวางระบบการดำเนินงาน (System theory)  หมายถึง การวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นระบบมีการวางแผนปัจจัยป้อนและเลือกกระบวนการในการดำเนินงาน โดยการควบคุมภายในด้วยวงจรเดมมิ่ง 2) ขั้นบริหารการดำเนินงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result Based Management : RBM) หมายถึง การมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ (ผลผลิตและผลลัพธ์) โดยมีการควบคุมภายในด้วยวงจรเดมมิ่ง 3) ขั้นตรวจสอบการดำเนินงานเดมมิ่ง (Deming  Cycle) หมายถึง การติดตาม ตรวจสอบ การประเมินผล ทุกขั้นตอนในการดำเนินงานและร่วมมือกันหาทางปรับปรุงแก้ไขให้บรรลุเป้าหมาย โดยส่งผลย้อนกลับ (Feedback) ไปยังขั้นตอนแรกใหม่อีกครั้ง หากมีข้อบกพร่องต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดำเนินการตามขั้นตอนแรกใหม่ จนถึงขั้นตอนที่สาม แต่ถ้าไม่มีข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขสามารถสรุปและรายงานผลการดำเนินงานให้ฝ่ายบริหาร ศูนย์เครือข่ายพัฒนาอุดรธานี เขต 4 ทราบ และนำรูปแบบการดำเนินงานการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โดยการเรียนรวม เลิกโรงเรียนโดยใช้ SRD  MODEL ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ไปใช้เป็นต้นแบบการดำเนินงานต่อไป
    
2. ผลการดำเนินงานบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กโดยการเรียนรวม และเลิกโรงเรียนโดยใช้ SRD  MODEL ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4  พบว่า สามารถบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 40 คนลงมา จำนวนทั้งสิ้น 12 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 100  และโรงเรียนที่มีนักเรียนเกิน 40 คน จำนวน 3 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 15 โรงเรียน นักเรียนโรงเรียนขนาดเล็กที่บริหารจัดการโดยการเรียนรวมและเลิกโรงเรียนขนาดเล็ก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-NET)  ปีการศึกษา 2559 สูงขึ้น 0.49 โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-NET) เฉลี่ย 5 วิชาหลักในปีการศึกษา 2559 และปีการศึกษา 2558
    
3. ผลจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า กระบวนการบริหารจัดการ SRD  MODEL  ในภาพรวมมีความสมบูรณ์ เพียงพอ และเหมาะสมทุกขั้นตอนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ และผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความพึงพอใจในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กโดยการเรียนรวม และเลิกโรงเรียนโดยใช้ SRD  MODEL ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.37

1-6 of 6