การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กโดยการเรียนรวม และเลิกโรงเรียนโดยใช้ SRD MODEL


ศน.จิณณพัต ผลทิพย์ : รายงานผลการนิเทศเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การประเมินคุณภาพผู้เรียน (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยใช้กระบวนการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring)

โพสต์28 มิ.ย. 2565 01:49โดยudn4 admin

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความรู้ ความเข้าใจของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)  2) เพื่อศึกษาผลการนิเทศการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ด้วยรูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring)  และ 3) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การประเมินคุณภาพผู้เรียน (National Test : NT)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 4  กลุ่มตัวอย่างได้แก่  ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนมหาธาตุเจดีย์  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 4  ปีการศึกษา  2563  จำนวน  17  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  1) แบบประเมินความรู้ความเข้าใจกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) เป็นแบบมาตรฐานส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 26 ข้อ  2)  แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ที่มีต่อการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring)  เป็นแบบมาตรฐานส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 12 ข้อ  3) แบบรายงานผลสัมฤทธิ์การประเมินคุณภาพผู้เรียน (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3  โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 4   การวิเคราะห์ผลการศึกษาความรู้ ความเข้าใจของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)  ผลการนิเทศการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ด้วยรูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring)  และ  3) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การประเมินคุณภาพผู้เรียน (National Test : NT)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 4  โดยตรวจสอบจากค่าเฉลี่ย ()              ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  ผลการพัฒนาพบว่า

                   1.  ผลการศึกษาความรู้ ความเข้าใจของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อยู่ในระดับมาก

                   2.  ผลการศึกษาการนิเทศการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ด้วยรูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) อยู่ในระดับมาก

                   3.  ผลศึกษาผลสัมฤทธิ์การประเมินคุณภาพผู้เรียน (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษา   ปีที่ 3  โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 4 ของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนมหาธาตุเจดีย์ คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงกว่าระดับประเทศ

การนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ โตยการอบ รมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศแบบคลินึก สำหรับครูปฐมวัยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2

โพสต์28 มิ.ย. 2565 01:45โดยudn4 admin

ชื่อเรื่อง  ผู้ศึกษา

ปีที่พิมพ์  การนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้

ทางวิทยาศาสตร์ โตยการอบ รมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศแบบคลินึก

สำหรับครูปฐมวัยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2

นางศธิทบ ไชยจันทร์ดี

2563

บทคัตย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1)/ พัฒนาครูปลมวัยสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดประสบการ บสืบเสาะหาความรู้

พื้นที่การศึกษา ทางวิทยาศาสตร์ (2) ศึกษาความหึงพอใจของครูปฐมวัยสั่งกัดสำนักงานเขอ

ประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 ที่มีต่อ การจัดอบรม นเซ็งปฏิบัติ ารจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหา

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (3) ศึกษาผ ลการนิเทศติดตาม าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับ

ครูปรุมวัย สังกัดสำนักงานเข ตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 (4) ศึกษาทักษะทาง

วิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประ ถมศึกษามหาสารคามเขต 2 โดยใช้การ

วิจัยปฏิบัติการ (Action Researd) จำนวน 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย การวางแผน

(Planningการปฏิบัติ (Acion) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ไช้กล

ยุทธ์ในการพั ฒนา การ อบรมเช็งปฏิบัติการ การนิทศแบบคลินิก เป็นครูปฐมวัยกลุ่มเครือข่ายพัฒนา

คุณภาพการศึกษาที่ 5 จำนวน 12 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ วิทยากร 1 ผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายหัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 5 จำนวน 12 คน และนักเรียนชั้นอนุบาล 3 จำนวน 130

คน คนเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบทดสอบความรู้ ก่อนแล ะหลังเรียนการอบรม แบบประเม็น

ความพึงพอใจการอบรมเช็งปฏิบัติการ แบบสังเกตสังเกตพฤติกรรม มของผู้เข้ารับการอบรม แบบนิเทศ

ติดตามการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แบบสังเกตทักษะทาง

วิทยาศาสตร์ข องนักเรียนชั้นปฐมวัย สถิตีที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (X)

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S. D.) และวิเคร ห์ข้อมูลเช็งคุณภาพด้วยกา รวิเคราะห์เนื้อหา (Content

Analysis) และการเขียนพรรณนาความประกอบข้อมูลเซ็งสถิติ

ผลจากการศึกษาทั้ง 2 วงรอบ ปรากฏผล ดังนี้

1. ผลการพัฒนาครูปฐวัยสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม

เขต 2 ผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ ในการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหา

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผ่านเกณฑ์การอบรมทุกคน ก่อนการอบรมมีคะแนนรวมเฉลี่ย 14.00 คิดเป็น

ร้อยละ 46.64 ส่วนเบี่ยง งเบนมาตรฐาน 1.83 หลังจากการอบรมโดยรวมคะแนนเฉลี่ย 27.92 คิดเป็น

ร้อยละ 93.08 ส่วนเบีย เบนมาตรฐาน 1. 71 คะแนนพัฒนาการโดยรวมคิดเป็นร้อยละ 49.86 คะแนน

พัฒนาการรายบุคคลอยู่ระหว่าง 43.33 ถึง 62.07

2. ผลการสังเกตพฤติกรรมของครูปฐวัยที่เข้าการอบรมเชิงปฏิบัติการจัดประสบการณ์แบบ

สืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผู้ข้ารับการอบ รม มีความการตรงต่อเวลา ความตั้งใจในการอบรม

การมีส่วนร่วมในการอบรม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การร่วมกิจกรรมกลุ่ม/การทำงานเป็นกลุ่ม

และ การทำงานตามใบงาน/ผลงาน ผู้เข้ารับการอบรมมีความมุ่งมั่น ความกระตือรือร้น ที่ต้องการ

พัฒนาตนเองอย่างดียิ่ง

3. ความหึงพอใจของครูครูปฐมวัยสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา

มหาสารคาม เขต 2 ที่มีต่อการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้ทาง

วิทยาศาสตร์ โดยรวมทุก กด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เฉลีย 4.92 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.26

4. ผลการนิเทศติดตามแบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับครูปฐมวัยสังกัด

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 โดยรวมครูผู้สอนระดับปฐมวัยมี กา ร

ปฏิบัติทุกข้อ ระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุดเฉลี่ย 4.66 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.50

5. ผลศึกษาทึกษะทางวิทยาศาสตร์เต็กปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา

ประถมศึกษามหาสารคามเขต 2 ทักษะในการสังเกตของเด็กปฐมวัยโดยรวมพบว่า เด็กปฐมวัยมีทักษะ

ในการสังเกต ทักษะการวัด และทักษะการจำแนกอยู่ในระดับดี

การศึกษารูปแบบการบริหารจัดการขยะ โดยการมีส่วนร่วม ของโรงเรียนบ้านสร้างก่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยนายสุนทร ปิระนันท์ ศึกษานิเทศก์ สพป.อุดรธานี เขต 4

โพสต์6 มิ.ย. 2565 00:37โดยudn4 admin   [ อัปเดต 6 มิ.ย. 2565 00:40 ]

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการขยะ โดยการมีส่วนร่วม ของโรงเรียนบ้านสร้างก่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ในปีการศึกษา 2563  2) เพื่อศึกษาผลที่เกิดจากการใช้รูปแบบการบริหารจัดการขยะ โดยการมีส่วนร่วม ของโรงเรียนบ้านสร้างก่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ในปีการศึกษา 2563 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ โรงเรียนบ้านสร้างก่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบสอบถามความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการขยะโดยการมีส่วนร่วม  ของโรงเรียนบ้านสร้างก่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4  2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแนวคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการขยะโดยการมีส่วนร่วม  ของโรงเรียนบ้านสร้างก่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยมีรายละเอียดข้อคำถาม ดังนี้ การร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ ร่วมติดตามนิเทศ ร่วมประเมินผล ร่วมปรับปรุงและพัฒนา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ 

ผลงานทางวิชาการ นายจัดสันต์ ภักดีศรี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนสร้างคอมวิทยา

โพสต์21 พ.ค. 2565 04:27โดยudn4 admin

นายจัดสันต์ ภักดีศรี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนสร้างคอมวิทยา วิทยาฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี  ได้จัดทำผลงานทางวิซาการ สำหรับขอประเมินหรือเลื่อนวิทยฐานะผู้อำนวยการสถานศึกษาเชี่ยวชาญ
เรื่อง การประเมินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยใช้รูปแบบ CIPPiest (CIPPiest Mode) โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ปีการศึกษา 2561 

ผลงานทางวิชาการ นายจัดสันต์ ภักดีศรี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนสร้างคอมวิทยา

โพสต์21 พ.ค. 2565 04:23โดยudn4 admin   [ อัปเดต 21 พ.ค. 2565 04:28 ]

นายจัดสันต์ ภักดีศรี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนสร้างคอมวิทยา วิทยาฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี  ได้จัดทำผลงานทางวิซาการ สำหรับขอประเมินหรือเลื่อนวิทยฐานะผู้อำนวยการสถานศึกษาเชี่ยวชาญ 
เรื่อง 
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิซาการเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม

งานวิจัย นางสาวมธุรดา ทองสมุทร

โพสต์10 ก.พ. 2565 17:40โดยudn4 admin   [ อัปเดต 10 ก.พ. 2565 17:44 ]

หัวข้อวิจัย : การพัฒนาคู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ตามกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา  พ.ศ. 2561  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต  4
ชื่อผู้วิจัย : นางสาวมธุรดา  ทองสมุทร ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา      อุดรธานี เขต 4
ปีที่วิจัย   :  ปีการศึกษา  2562

                                                             บทคัดย่อ

          การพัฒนาคู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ตามกฎกระทรวง
การประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 
มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาคู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้คู่มือการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา และ 3)  ศึกษาผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา ปีการศึกษา  2562 หลังจากใช้คู่มือการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา  ตามกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2561 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4  โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการการดำเนินงาน  ตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 2) พัฒนาคู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา  3)  ทดลองใช้คู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา  และ        4) ศึกษาผลการใช้คู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา และศึกษาผล          การประเมินตนเองของสถานศึกษา ปีการศึกษา 2562 กลุ่มตัวอย่างที่เป็นเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4  จำนวน 17 แห่ง

            ผลการวิจัยพบว่า
              1.  การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการจากการสังเคราะห์รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในสังกัด ปีการศึกษา 2561 พบว่า ผลการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยภาพรวมระดับเขตพื้นที่การศึกษา อยู่ใน  ระดับดี  ร้อยละ 68.53 ระดับปานกลาง ร้อยละ 31.47 และสถานศึกษามีความต้องการคู่มือดำเนินงานพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ที่เสนอตัวอย่างการดำเนินงานแต่ละขั้นตอนให้สถานศึกษาปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน
            2.  ผลการพัฒนาคู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ลักษณะของคู่มือมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ คำชี้แจงการใช้คู่มือ แสดงรายละเอียด วัตถุประสงค์ สาระสำคัญ แนวทางการใช้คู่มือ และเนื้อหา 3 ตอน คือตอนที่1  บทนำ ตอนที่ 2 การดำเนินงาน  และตอนที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงาน  ผลการประเมินคุณภาพของคู่มือของผู้เชี่ยวชาญมีคุณภาพดี การทดลองใช้คู่มือ มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.33/90.00
            3.   ผลการใช้คู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู มีความพึงพอใจ ต่อการใช้คู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ในภาพรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเนื้อหาของคู่มือและด้านรูปเล่มของคู่มือ มีความพึงพอใจมากที่สุด ส่วนด้านการนำไปใช้ มีระดับความพึงพอใจระดับมาก
            4.  ผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา ปีการศึกษา 2562  หลังจากใช้คู่มือพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา  สังเคราะห์จากรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา ปีการศึกษา 2562  โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง 17 แห่ง พบว่า ผลการประเมิน ภาพรวม 3 มาตรฐาน  ได้ระดับยอดเยี่ยม 4 โรงเรียน ระดับดีเลิศ จำนวน 12 โรงเรียน และระดับดี จำนวน 1 โรงเรียน โดยไม่มีโรงเรียนที่มีผลการประเมินในระดับปานกลางและระดับกำลังพัฒนา        ส่วนรายมาตรฐานพบว่า มาตรฐานที่ 1 มีผลการประเมินระดับยอดเยี่ยมจำนวน 5 โรงเรียน ระดับดีเลิศ จำนวน 11 โรงเรียน และระดับดี จำนวน 1 โรงเรียน  มาตรฐานที่ 2 และ 3 มีผลการประเมินเหมือนกันคือ ระดับยอดเยี่ยม จำนวน 4 โรงเรียน ระดับดีเลิศ จำนวน 12 โรงเรียน และระดับดี จำนวน 1 โรงเรียน

การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์

โพสต์7 ธ.ค. 2563 20:54โดยudn4 admin

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาคูณ 2) สร้างนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาคูณ และ 3) ศึกษาผลของการใช้นวัตกรรมในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาคูณ ซึ่งการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาคูณ โดยศึกษาสภาพปัญหาจาก 3 แหล่ง คือจากโรงเรียน จากบ้านของนักเรียนและ จากตัวนักเรียน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในระยะนี้ ได้แก่ คณะครู จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธี จับสลาก และนักเรียน จำนวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีจับสลากรวมทั้งหมด 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 3 ฉบับ คือ ฉบับสำหรับครู สำหรับผู้ปกครองและสำหรับนักเรียน มีค่าความเชื่อมั่นแต่ละฉบับเท่ากับ 0.92, 0.85 และ 0.88 ตามลำดับ สถิติใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาจากโรงเรียน คือ ปัญหาเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2) สภาพปัญหาจากบ้านของนักเรียนคือปัญหาเกี่ยวกับการอบรม แนะนำให้นักเรียนเป็นคน มี จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์และ 3) สภาพปัญหาจากตัวนักเรียน คือ ปัญหาเกี่ยวกับการฝึกอบรมให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์

ผอ.วีระยุทธ เวียงสมุทร

โพสต์31 มี.ค. 2563 09:01โดยudn4 admin   [ อัปเดต 29 มิ.ย. 2563 18:32 ]

ชื่อเรื่อง : รายงานการประเมินโครงการการพัฒนาการจัดการเรียนรู้
โดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)
ของโรงเรียนบ้านน้ำปู่ ปีการศึกษา 2561
ผู้ศึกษา : นายวีระยุทธ เวียงสมุทร ผอ.ร.ร.บ้านน้ำปู่ และ นายทนงศิลป์ จันทะแจ้ง ผอ.กลุ่มนิเทศ ติดตามฯ
ปีที่ศึกษา : 2561

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินโครงการการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)ของโรงเรียนบ้านน้ำปู่ ปีการศึกษา 2561 ในด้านบริบท
ของโครงการ ด้านปัจจัยการดำเนินโครงการ ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ และด้านผลการดำเนินโครงการ และ 2) ประเมินผลการดำเนินกิจกรรมตามโครงการการพัฒนา การจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ของโรงเรียนบ้านน้ำปู่ปีการศึกษา 2561 ได้แก่ ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)
การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) การทำวิจัยในชั้นเรียนเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ผลจากการนิเทศ กำกับ ติดตามการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยผู้บริหาร และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ของโรงเรียนบ้านน้ำปู่ ปีการศึกษา 2561 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงโดยใช้ประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 9 คน และครูผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 5 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลากโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำปู่ ปีการศึกษา 2561 จำนวน 56 คน และผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำปู่ ปีการศึกษา 2561 จำนวน 56 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 126 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่
1) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการโครงการการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) 2) แบบประเมินตนเอง เรื่องการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญโดย ใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) 3) แบบประเมินตนเอง เรื่องการทำวิจัย ในชั้นเรียนเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) และ 4) แบบประเมินการนิเทศการสอน เรื่องการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ การหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าร้อยละ

กระบวนการนิเทศภายในเชิงระบบ

โพสต์10 ส.ค. 2562 00:26โดยudn4 admin   [ อัปเดต 10 ส.ค. 2562 00:28 ]

นายจัดสันต์ ภักดีศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 ได้จัดทำบทความวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยใช้กระบวนการนิเทศภายในเชิงระบบร่วมกับการทำงานเป็นทีมระหว่างผู้บริหารสถานศึกษากับครู abstract (บทคัดย่อ) คลิ๊กที่นี้

รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้

โพสต์16 มิ.ย. 2562 21:52โดยudn4 admin   [ อัปเดต 29 มิ.ย. 2563 18:13 ]

รื่อง            รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง
                   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา       นางปิยธิดา  ชำนาญรบ 
ตำแหน่ง  ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ 
                   และ นายทนงศิลป์ จันทะแจ้ง ตำแหน่ง  ผอ.กลุ่มนิเทศ ติดตามฯ

สถานศึกษา โรงเรียนบ้านนาแค  อำเภอนายูง  จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา
                     อุดรธานี เขต 4

ปีการศึกษา   2561

บทคัดย่อ

             การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้  วิชาวิทยาศาสตร์ (ว22102) ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง

           กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาแค อำเภอ
นายูง  
จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2561 
จำนวน 1 ห้องเรียน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)  จำนวนนักเรียน 24 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
ค้นคว้า คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการ
เปลี่ยนแปลง จำนวน 6 ชุด 2) แบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์   (ว22102)  ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ค่าความยากง่าย 
(P) ตั้งแต่ 0.35-0.78 ค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่
0.20-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.
90 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ของผู้เรียน
ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลก
และการเปลี่ยนแปลง เป็นแบบ
มาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (
r)  ตั้งแต่ 0.31 ถึง 0.64 ค่าความเชื่อมั่นของ
แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้เท่ากับ 0.
80 แบบแผนการทดลองครั้งนี้เป็นแบบ One–Group Pretest –
Posttest Design
 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ
สมมติฐานใช้สถิติ  กลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (
Dependent Samples t-test)

ผลการศึกษาพบว่า 

           1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง มีประสิทธิภาพ
เท่ากับ
77.01/80.80ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 
           2. ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง
เท่ากับ 0.78
            
3. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการ
เปลี่ยนแปลง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ
.01
            
4. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการ
เปลี่ยนแปลง
  มีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก
             
            โดยสรุป ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง 
มีประสิทธิภาพและผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น ผู้เรียนมีความพึงพอใจ ในการเรียนรู้โดยชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง
  อยู่ในระดับมาก ดังนั้นครูผู้สอนวิชา
วิทยาศาสตร์ ควรนำนวัตกรรมชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ นี้ ไปใช้ในการจัดการเรียนการ
สอนในทุกระดับชั้น เพื่อให้บรรลุผลตามความมุ่งหมายของของหลักสูตรและได้ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ มีการพัฒนา
ศักยภาพและความถนัดของผู้เรียน    ได้ดีขึ้นได้ลงมือปฏิบัติจริง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็น
อย่างดี 

1-10 of 14